รางวัลดีเด่น บันเทิงคดีสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น
จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.๒๕๓๓

หุบเขากินคน

มาลา คำจันทร์


นำเรื่อง

     รถดัมพ์ขนทรายคันใหญ่ บรรทุกเด็กนักเรียนชั้นประถมปลายมาเพียบ พลองสีขาวชูสลอน ชุดลูกเสือสีกากีกับผ้าพันคอสีชมพูดูคึกคัก การพักแรมเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตกำลังเริ่มขึ้นกิจกรรมแรก ครูพามาดูการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดร้างเก่าแก่แห่งนี้

"ศึกษาหาความรู้ให้มากเข้าไว้" ครูกำชับ "กองธงไหนจดบันทึกได้มากก็มีคะแนนมาก"

"อย่างนี้ก็แย่น่ะสิ" ลูกเสือคนหนึ่งบ่นอุบอิบ "กองธงเสือดำมีทั้งไอ้ชุ ไอ้ดิน ใครจะกินมันลง"

"นี่เพียงกิจกรรมแรก" ครูกำชับ พลางปรายตามองผู้พูด "เพียงเพียงกิจกรรมแรก ไม่แน่ว่ากิจกรรมอื่นๆ กองธงเสือดำจะทำได้ดีกว่ากองธงอื่น พร้อมแล้วใช่ไหม หน้า...เดิน"

ลูกเสือร่วมห้าสิบเข้ามาภายในโบสถ์ร้าง หัวหน้าโครงการขุดค้นทางโบราณคดีรออยู่แล้วที่จะพาชมนั่นชมนี่ สักครู่ก็ชี้ไปที่ผนังผุพัง มีแผนที่แผ่นใหญ่กับกระดาษสา แปะรูดข้อความจากหินจารึกติดอยู่ หัวหน้าเอาปากกาชี้แผนที่แล้วพูดขึ้น

"ทั้งหมดนี้คือเขตอีสานใต้ ตรงนี้คือสุรินทร์บ้านเรา ดินแดนแถบนี้มีความเป็นมายาวนานซับซ้อน หลักฐานทางโบราณคดีไม่ว่าจะเป็นรูปสลัก รูปหล่อ ตลอดจนปราสาทหินบอกร่องรอยหลายยุคหลายสมัย ทั้งขอมพระนคร ขอมก่อนพระนคร และเจนละ"

"หัวหน้าครับ" บดินทร์ หัวหน้ากองธงเสือดำยกมือขึ้น "การขุดค้นที่นี่พบอะไรบ้างครับ"

"พบข้าวของหลายยุคหลายสมัยที่คาดไม่ถึง คือเราพบจารึกแผ่นหนึ่ง อยู่ทางนี้"

หนุ่มใหญ่เดินไปที่ฐานชุกชีชำรุดร้าง แผ่นจารึกแตกหัก ลบเลือนและผุกร่อนพิงอยู่ที่ฐาน

วิชชุ หนึ่งในกองธงเสือดำเข้าไปลูบคลำท่าทางตื่นเต้น เหมือนนักกินมาพบอาหารจานโปรด เขาเองสนใจประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ผู้คนในถิ่นนี้ วิชชุชอบอ่านหนังสือ อ่านจนปรุพรุนแทบทั่วทุกเล่ม เท่ที่มีในห้องสมุด อ่านทุกอย่างที่ผ่านตา ก่อนมาเข้าค่ายพักแรก ครูบอกว่า จะพาไปดูการขุดค้นทางโบราณคดี เขาเองก็รบเร้าให้พ่อพาไปซื้อตำราประวัติศาสตร์ท้องถิ่นถึงในเมือง เพื่อมาศึกษาล่วงหน้า

"ตัวหนังสืออะไรครับ" วิชชุยกมือขึ้นถาม

"ปัลลวะ รุ่นศตวรรษที่แปดถึงสิบเอ็ด ผมไม่แน่ใจ"

"ก็สมัยฟูนันสิครับ" วิชชุพูด

"หือ" หัวหน้าทำหน้าสงสัย อดจะทึ่งในภูมิรู้ของเด็กชายผู้นี้ไม่ได้ "รู้เรื่องฟูนันด้วยหรือเรา"

"รู้บ้างครับ แต่น้อยมาก หัวหน้าครับ มีหลักฐานเกี่ยวกับฟูนันไหมครับ"

"ร่องรอยของฟูนันเลือนรางมาก ฟูนันเก่าแก่ยาวนานเกินไป หลักฐานต่างๆ แทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว ฟูนันเป็นแม่แบบของอารยธรรมขอมก็ว่าได้ ถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับเจนละ ขอมก่อนพระนคร ขอมพระนคร สืบเนื่องมาถึงเขมรปัจจุบัน ฟูนันเริ่มเป็นอาณาจักรตั้งแต่ราวๆ พ.ศ. ๖๐๐ กว่าๆ โน่น ตอนนั้นอาณาจักรของคนไทยยังไม่ปรากฏ อาณาจักรรุ่นแรกๆ ของไทย กว่าจะปรากฏก็โน่น พ.ศ. ๑๗๐๐-๑๘๐๐"

"ตัวหนังสือมันเลอะ อย่างนี้จะอ่านได้หรือครับ" บดินทร์ หัวหน้ากองธงไม่ยอมน้อยหน้าวิชชุ

"อ่านได้ แต่ไม่ทั้งหมด" หัวหน้าร่างใหญ่ผิวคล้ำกร้าน ลูบตอเคราหร็อมแหร็มใต้คาง แล้วนั่งยองๆ ลงหน้าแผ่นจารึก

"แล้วไอ้ข้อความนี้อ่านว่าอย่างไรครับ" บดินทร์ถาม

"การอ่านที่ถูกต้อง และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการยังไม่มีนะ นี่ผมอ่านเอง ขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นนักโบราณคดี ไม่ใช่นักอ่านจารึกหรือผู้สันทัดภาษาโบราณ อ่านได้ไม่หมดนะ เพราะยากมาก ลบเลือนเสียหายไปก็มาก อาจฝังดินมานานนับพันปี"

"เดี๋ยวครับ หัวหน้าครับ" วิชชุยกมืออีก จดยิกๆ แล้วถามต่อ "ตัวหนังสือปัลลวะนี่ นอกจากชาวฟูนันแล้ว มีชาวอื่นๆใช้ร่วมด้วยใช่ไหมครับ"

"ใช่แล้ว อักษรปัลลวะถูกใช้แทบทั่วในดินแดนที่รับอารยธรรมอินเดีย มอญก็ใช้ จามก็ใช้ มัชปาหิตในอินโดนีเซียก็ใช้" หัวหน้ากวาดสายตาไปมา แล้วหันมายิ้มๆ กับวิชชุ คล้ายจะพอใจ "ไม่เลวเลยนะเรา ชื่ออะไรนะ"

"วิชชุครับ"

"แล้วคนนี้ล่ะ" หัวหน้าชี้มาที่นายกองธงเสือดำ "หน่วยก้านเข้าทีนี่ ชื่ออะไร"

"บดินทร์ครับ"

"ในจารึกก็มีคำว่าวิชชุ บดินทร์ด้วยนะ"

มีเสียงฮือฮาจากลูกเสือทั้งสิบกองธง วิชชุเตรียมสมุดปากกาจดยิกๆ หัวหน้าร่างใหญ่เดินไปที่แผ่นสำเนาจารึกแปะติดใกล้กับแผนที่แล้วพูดขึ้น

"ก่อนอื่น ขอขยายความที่วิชชุถามเมื่อตะกี้ อักษรปัลลวะที่ใช้ในกลุ่มชนเผ่าต่างๆ เมื่อเริ่มแรกตัวหนังสืออาจเหมือนกัน แต่ต่อมาฟอร์มของตัวอักษรจะต่างกันออกไปจนสามารถระบุผู้ใช้ได้ชัดเจน จากรึกแผ่นนี้เป็นของชนเผ่าเขมร ข้อความที่ผมอ่านได้มีดังนี้..."

"...ภัทรวร...ผู้พลัดพราก
ผู้ขจัด...เมฆหมอก...มหามายามนต์
ด้วย...รำลึ...เพื่อ...
ข้าและท่าน แม้ต่างภพ...กาล
...นามวิชชุ บดินทร์...
นิรันตรกาล"

edit @ 21 Apr 2011 12:35:37 by rains-coming

Comment

Comment:

Tweet

#2 By (27.130.24.130|27.130.24.130) on 2014-11-20 21:43