หุบเขากินคน บทที่ 1

posted on 21 Apr 2011 12:31 by rainpotter
บทที่ ๑


ดึกสงัด ภูไพรรอบด้านคล้ายหลับใหลไปหมดสิ้น แผ่นฟ้า แผ่นดินเงียบเย็นคล้ายพักผ่อนกันไปหมด สรรถชีวิตคล้ายหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว คล้ายจะเหลืออยู่แต่กองธง เสือดำทั้งห้าเท่านั้นที่ยังตื่นตากลางดึกเช่นนี้

กองธงเสือดำทั้งห้า จำนวนมีเพียงห้า เนื่องจากว่าลูกเสือชั้น ป.หก ทั้งหมดมีเพียงห้าสิบกว่าคนเท่านั้น แบ่งออกเป็นสิบเอ็ดกองธง ส่วนลูกเสือชั้น ป.ห้า ครูยังไม่พาออกมาปฏิบัติกิจกรรมพักแรม ต้องรอปีหน้าถึงจะได้มา

บดินทร์ผู้เป็นหัวหน้ากองธงนั่งขวางพลองพาดตัก วิชชุ-หัวหน้าชั้นเรียน แต่เป็นลูกกองของกองธงเสือดำ ยังคงง่วนอยู่กับหนังสือ ราชอาณาจักรขอมโบราณ เพื่อใช้ประกอบการเขียนรายงานเกี่ยวกับทัศนศึกษาด้านประวัติศาสตร์ - โบราณคดีที่ผ่านมาในตอนบ่าย ถัดจากวิชชุออกไปเล็กน้อยคือบุญชู-เด็กชาวชาวส่วยผิวคล้ำผู้จดจ่ออยู่กับการ ลับถูคมมีดด้วยหินลับก้อนเล็ก ถัดไปเป็นวิทยาหรือไอ้หมูอ้วนหรือไอ้ควายโง่ผู้เอาแต่นอนหลับฟี้ๆ สบายกว่าใคร แยกห่างจากกลุ่มเพื่อนออกมาอีกเล็กน้อยคือ อัชฌา อัชฌาหรือไอ้หลวงปู่ของเพื่อนๆ นั่งขัดสมาธิวางมือซ้อนกันบนตัก

"ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย...โอย"

อัชฌาสะดุ้งพรวดจากภวังค์จมนิ่งในสมาธิ สองครั้งแล้วที่ดวงจิตรวมกันแล้วกลับถูกรบกวนด้วยคลื่นเสียงประหลาด เหมือนจะเป็นภาษาเขมร แต่ไม่ใช่เขมรแบบที่บุญชู ลูกพรานคล้องช้างชาวส่วยใช้กับเขา ไม่เหมือนภาษาเขมรที่หลวงปู่ผู้ล่วงลับใช้กับเขา ดูเก่าแก่กว่า โบราณดึกดำบรรพ์เหมือนจะแว่วข้ามภพข้ามชาติมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี

"...ข้าเจ็บ ข้าปวด ข้าถูกขัง ถูกทรมาน..."

อัชฌาหลับตาหมกมุ่น ใครหนอถูกขัง ถูกทรมาน บุคคลผู้นั้นมีตัวตนจริงหรือ ถูกใครขัง ถูกทรมานเพราะอะไร อยู่ที่ไหน... หรือจะเป็นเพียงความฟุ้งซ่านทางดวงจิตเท่านั้น

สองครั้งแล้ว ครั้งแรกขณะเหยียบธรณีประตูโบสถ์ร้าง เพื่อนๆ และครูต่างสนใจที่แผ่นจารึก เขาเองรู้สึกแปลกๆ รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยพบเห็น อยากเข้าไปลูบคลำสัมผัสแต่เพื่อนๆ มุงกันแน่นเกินไป ขณะนั้นเอง ขณะที่สายตาจ้องมองศิลาจารึก ในหูก็ได้ยินเสียงแว่วๆ เหมือนครั้งนี้

"ช่วยข้าด้วย ข้าเจ็บ ข้าปวด ข้าถูกขัง ถูกทรมาน..."

อัชฌายังคงนั่งนิ่งๆ เขาเองเป็นเด็กวัด พ่อแม่จะเป็นใครก็ไม่รู้ พลวงปู่พามาแต่ป่าลึกตั้งแต่ยังเล็กๆ เล็กมาก ราวสองสามขวบเท่านั้น หลวงปู่เป็นพระธุดงค์ เป็นพระนักวิปัสสนากรรมฐานที่เล่าลือกันว่า ท่านสำเร็จคุณวิชาชั้นสูงทางพระพุทธศาสนา ท่านเฝ้าพร่ำสอนให้เขานั่งทำสมาธิทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมงจนติดเป็นนิสัย

"นายไม่เคยง่วงบ้างเลยหรือ หลวงปู่" วิชชุเคยถาม "ไม่เบื่อบ้างหรือ นั่งอยู่เฉยๆ เป็นชั่วโมง"

"ไม่เบื่อหรอก ทำสมาธิแล้วใจมันชุ่มเหมือนอาบน้ำมาใหม่ๆ นายไม่ลองบ้างหรือ วิชชุ"

"เคยลองหนสองหน ไม่เห็นเหมือนอาบน้ำเสร็จใหม่อย่างนายว่าเลย"

อัชฌายังคงนั่งเงียบ วิชชุอยู่อีกฟากของกองไฟ พลิกหนังสือผล็อบแผล็บแล้วมองหน้าคนชอบทำสมาธิ อาจจะจริงอย่างเพื่อนพูด หน้าตาและเนื้อตัวของเพื่อนดูใหม่สะอาดและชุ่มเย็นอยู่ตลอด อัชฌาไม่ใช่คนเด่นของโรงเรียนเป็นคนเงียบๆ เฉยๆ แต่เค้าหน้า การวางตัวและความชุ่มเย็นที่เหมือนแผ่ออกมา กลับทำให้เพื่อนๆ ให้ความเกรงในแก่เขาอยู่ในที

กระโจมผ้าใบหลังใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านหลัง หลังคาผ้าใบถูกลมตีก็สะบัดดังพึ่บพั่บ ในกระโจมมีเสียงกรน เสียงละเมอ เสียงกัดฟันกรอดๆ เหมือนมอดแทะไม้ กองธงอื่นๆ และครูผู้ควบคุมคงหลับกันหมด ครูจะตื่นมาตรวจทุกครั้งที่มีการผลัดเปลี่ยนเวรยาม

"ง่วงชิบ"

บดินทร์อ้าปากหาว ตีสองกว่าๆ เข้าไปแล้ว แม้จะเป็นเดือนมีนาคม หน้าร้อน แต่ค่อนดึกอย่างนี้กลับหนาวเยือก ลมยามดึกหนาวแห้งๆ แฝงไอเย็นสดชื่นของป่าเขาอยู่เจือจาง ไกลออกไปจากกองไฟหน้ากระโจมมีพูนดินอยู่หย่อมหนึ่ง ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวพื้นถิ่นเล่าว่า อาจเป็นกองอิฐกองหิน เศษซากปราสาทขอม

ปราสาทขอม ซึ่งมีเกลื่อนกล่นแทบทุกหัวระแหงของจังหวัดนี้


"วันดีคืนดีก็มีเสียงทัพช้างทัพม้า" ผู้เฒ่าชาวพื้นถิ่นที่มาเยี่ยมค่ายเมื่อตอนเย็นพูดให้ฟัง "มีเสียงผีโหยคนไห้ เสียงทัพใหญ่คนฆ่ากันตาย คืนเดือนดับเดือนเพ็ญมีเสียงตอกค้อนสกัดหิน เล่าสืบกันมาว่าผีขอมมันรบกันที่นี่ ปลูกสร้างปราสาทก็ที่นี่ ล้มตายกันหลายแท้ คนเป็นหมื่นถูกเกณฑ์มาสร้างปราสาท หินผาก้อนเท่าภูลากถูกันมา ใหญ่หลวงแท้นักลูกหลาน ขอมเก่ามันสร้างไว้"

"แต่ก่อนแถวนี้เป็นป่าลึกดงหนา" เฒ่าอีกผู้หนึ่งให้ความรู้ "มากมีหมู่เสือหมีแรดช้าง สัตว์อยู่สร้างอ้างกินคนมากหลาย แต่ก่อนปู่ย่าเล่าสืบกันมาว่ายังมีเครือเขาหลง ผู้ใดข้ามเครือเขาหลงจะหลงป่าหาทางออกไม่ได้ หายไปแล้วก็ไม่ออกมาจนถึงวันนี้"

"พ่อเฒ่าครับ" วิชชุเป็นคนถาม "ทำไมถึงหาทางออกไม่ได้ครับ"

"เครือเขาหลงมันทำให้หลง ลูกหลาน ผู้ใดข้ามเครือเขาหลงก็จะหลง ใครไม่ข้ามก็ไม่หลง"

"รูปร่างมันเป็นอย่างไรครับ ไอ้เครือเขาหลงที่ว่านี่"

"ไม่มีผู้ใดบอกได้ดอก รู้กันแต่ว่ามันเป็นเครือเขาเถาวัลย์ มันจะงอกที่ใด ต้นกิ่งใบเป็นอย่างใดไม่มีใครรู้จัก คนเคยข้ามก็หลงหายไปหมดแล้ว คนยังอยู่ก็ไม่เคยเห็นมัน บอกไม่ถูก ลูกหลาน"

"เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่ไหมครับ พ่อเฒ่า"

"ตอบไม่ถูก ไม่มีใครหายเข้าป่าหลายสิบปีแล้ว"

วิชชุหันมาเพ่งสายตากับตัวหนังสือต่อไป ราชอาณาจักรขอมโบราณ ให้ความรู้เกี่ยวกับชาวเขมรโบราณมากมายหลายเรื่อง สืบแต่ต้นตอกำเนิดอาณาจักรฟูนันแต่เมื่อเกือบสองพันปีก่อนโน้น ฟูนันปรากฏชื่อตั้งแต่ราว พ.ศ. ๖๐๐ รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่มาก เป็นเจ้าแห่งแว่นแคว้นแหลมทองทั้งหมดก็ว่าได้ รวมเอาประเทศเขมร ไทย บางส่วนของพม่า บางส่วนของลาว บางส่วนของเวียดนามเข้าไว้ในอำนาจ ตำนานกล่าวว่ากษัตริย์ฟูนันสืบเนื่องมาจากพราหมณ์โกณฑัญญะและนางนาคโสมา สืบเชื้อสายปกครองมาจนถึงปี พ.ศ. ๑๐๕๗ พระเจ้าชัยวรมันก็สวรรคต เจ้าชายรุทรวรมัน ราชบุตรผู้กำเนิดแต่นางสนมก็ประหารเจ้าชายคุณวรมัน รัชทายาท ผู้กำเนิดแต่พระนางกุลประภาวดีพระราชชายาแล้วรุทรวรมันก็ขึ้นครองอำนาจแทน ถัดมาไม่นานถึงปี พ.ศ. ๑๑๐๐ เชื้อสายของเจ้าชายคุณวรมันก็นำทัพอีศานปุระเข้าถล่มฟูนันจนแตกสลายไป

"ไอ้พูนดินข้างหน้าเรานี่อาจเป็นอโรคยาศาลาก็ได้" วิชชุพูดกับอัชฌา "หนังสือเล่มนี้บอกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ชอบสร้างอโรคยาศาลาไว้ทั่ว มีกระทั่งถึงเมืองเพชรบุรี ลพบุรี..."

"นายไม่เห็นจะมีเชื้อเขมรอยู่ในตัวซักกะหยด" บดินทร์มองหน้าค่อนข้างขาว บอกสายเลือดคนจีนของเพื่อน "ทำไมถึงคลั่งเขมรนักวะ ทีหลวงปู่กับไอ้ส่วยมีเลือดเขมรเต็มตัว ไม่เห็นมันจะเห่อเหมือนนาย"

"เราไม่ได้คลั่งเขมร" วิชชุพูด "เราชอบประวัติศาสตร์ ประวัติของชาติไหนเราก็สนใจทั้งนั้น ไม่เฉพาะเขมร"

"พวกถอยหลังเข้าคลอง" นายกองธงเบะปาก "มองไปข้างหน้าซิวะ วิทยาศาสตร์ต่างหากที่ทำให้ประเทศชาติพัฒนา"

"ข้อนั้นเราไม่เถียง แต่อยากถามสักคำว่า พัฒนาอะไร จิตใจหรือวัตถุ"

บดินทร์ยักไหล่ คร้านจะประคารมต่อไปอีก ขยับไม้พลองแกร่ง เหนียว แล้วลุกขึ้นแกว่งหวืดๆ จนหมุนติ้วกลายเป็นกงล้อสีขาวอันใหญ่ พลองปลายธงสะบัดแกว่งฉวัดเฉวียนน่าดูนัก วิชชุก้มหน้าไต่ตาตามตัวอักษร วิทยายังคงหลับฟี้ไม่ยี่หระต่อลมเย็น อากาศหนาว หรือแม้กรวดหินใต้แผ่นหลัง

เกือบตีสาม ครูลุกมาตรวจแล้วกลับเข้าไปนอนต่อ บุญชูหยุดลับมีด เก็บหินลับมีดก้อนเล็กยัดใส่ในย่ามใบใหญ่ซึ่งมักอยู่ไม่ห่างตัว บุญชูมาจากหมู่บ้านในหุบเขาไกลโพ้น สืบเชื้อสายมาจากพรานยิ่งใหญ่ชาวกวยหลายชั่วรุ่น ตั้งแต่ก่อนทวด ทวด ปู่ ตลอดจนถึงพ่อ ต่างเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน พร้อมกับเป็นพรานคล้องช้างผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อนๆ เรียกเขาว่า ไอ้ส่วย เพื่อนๆ เข้าใจว่าเขาเป็นชาวส่วยซึ่งแปลว่าขี้ข้า บุญชูไม่พอใจกับคำเรียกขานเชิงเหยียดหยาม แต่ก็ไม่เคยปริปากพูด

เด็กชาวชาวป่าเพิ่งมาเข้าโรงเรียนนี้เมื่อ ป.ห้า นี่เอง แต่ก่อนเขาเองก็เรียนที่โรงเรียนในดงไกลโพ้น ครูที่โรงเรียนเดิมย้ายมาประจำที่นี่ พ่อเลยฝากเขามากับครู ตั้งแต่เริ่มเรียนก็เริ่มอึดอัด ที่นี่ไม่เหมือนโรงเรียนในไพรลึก เขาเองกลายเป็นตัวตลก เป็นคนเปิ่นเทิ่น ไม่เข้าท่าเข้าทาง การดูถูกเหยียดหยามแม้ไม่ชัดแจ้ง แต่ลึกๆ แล้วเขารู้ดีว่าเพื่อนร่วมชั้นหลายคนรังเกียจเขา

บุญชูมองวิชชุก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ แล้วเบือนสายตามมองไปที่บดินทร์ผู้ฝึกซ้อมเพลงพลองคร่ำเคร่ง แม้ไม่เคยเอ่ยปาก แต่เด็กชายชาวดงก็รู้ได้ว่าสองคนนี่แข่งขันกันอยู่ในที รู้มาว่าแต่ก่อนบดินทร์เป็นหนึ่งในโรงเรียนนี้ ครองที่หนึ่งมาตลอดตั้งแต่ ป.หนึ่ง ถึง ป.สี่ แต่พอขึ้น ป.ห้า วิชชุย้ายจากโรงเรียนในเมืองมา ที่หนึ่งซึ่งเคยเป็นของบดินทร์มาตลอดกลับถูกวิชชุแย่งไป

บดินทร์เก่งพลอง เคยเป็นแชมป์พลองลูกเสือติดกันถึงสองปีซ้อน เป็นนักกีฬาดีเด่นของอำเภอ เป็นกัปตันทีมฟุตบอลระดับเสื้อสามารถ วิชชุเองเหมือนจะอิจฉาในข้อนี้ของบดินทร์ วิชชุจึงพยายามจะฝึกพลองแต่ก็ไปไม่รอด เล่นฟุตบอลก็ติดแต่ลูกทีมระดับตัวสำรองเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่วิชชุเหนือกว่ามาตลอดก็คือผลการเรียน บดินทร์เองก็เหมือนจะอิจฉาในข้อนี้ของวิชชุ

ทำไมต้องแก่งแย่งแข่งขันกันหนอ... ทำไมไม่ช่วยเหลือกันเล่า ช่วยกันล่าก็หากินอิ่มท้อง แย่งกันล่าก็หาไม่พอกิน... เด็กชายชาวดงคิด


ลมใกล้รุ่งยังรุนแรงจนบาดเยือก ตีสามกับสิบนาที ป่าดงรอบข้างสงบสงัด เป็นป่าเสื่อมโทรมแทบหมดสภาพ ไม้ใหญ่ไม้สูงหากจะหาทำยาก็คงพอหาได้ ไม่ถึงกับยากแค้นแสนเข็ญอะไรนัก ส่วนมากที่พบเห็นคือไม้ใหม่อายุไม่เกินยี่สิบปี อาจไม่เกินสิบปีด้วยซ้ำ

"ใครเดินตรวจกับเราบ้าง"

บดินทร์กระชับพลอง ขยับเสื้อวอร์มสีแดงสดมีอักษรปักติดหลังให้กระชับ บุญชูกับอัชฌาลุกขึ้น วิชชุเฉยๆ หมูอ้วนยังนอนกรนครืดคราดเหมือนหมูไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เขย่าปลุกกลับทำเสียงอู้ๆ อี้ๆ พลิกตัวเคี้ยวปากจ๊อบแจ๊บแล้วกลับหลับใหลต่อไปอีก หน้าตาโง่บริสุทธิ์ไม่มีแววฉลาดเจือปนให้ด่างพร้อย กลมอูม ตาตี่ แก้มย้อย เอาแต่กินกับนอนเหมือนหมูขุนก่อนส่งโรงฆ่า

หมูอ้วนของเพื่อนๆ เป็นถึงแชมป์ทุ่มน้ำหนักรุ่นอายุไม่เกินสิบห้าและไม่เกินสิบแปดถึงสองรุ่น เรี่ยวแรงมาเหมือนควาย เพื่อนๆ เลยเรียกว่าไอ้ควายโง่

หมูอ้วนสอบตกซ้ำชั้นหลายครั้ง จนอายุจะเต็มสิบห้าอยู่แล้วแต่ยังไม่จบ ป.หก ทางโรงเรียนเองก็ไม่ขัดข้องหากพ่อแม่หมูอ้วนจะให้ลูกชายออกจากโรงเรียน แต่พ่อแม่หมูอ้วนเห็นว่า ถึงลูกชายจะสมองทึบจนเกือบจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อนแต่อย่างน้อยการได้อยู่กับ กลุ่มเพื่อนที่โรงเรียนก็น่าจะดีกว่าเจ่าเหงาอยู่คนเดียวที่บ้าน หมูอ้วนติดวิชชุแจ พ่อแม่ของเด็กทั้งคู่ก็สนิทสนมกันมากด้วย

หมูอ้วนยังคงหลับครืดคราด บดินทร์ อัชฌาและบุญชูพร้อมจะเดินตรวจอยู่แล้ว แต่วิชชุยังเฉยๆ หัวหน้ากองธงเอ่ยขึ้น

"นายไปตรวจกับเรา วิชชุ"

"ไปเถอะ" คนชอบอ่านหนังสือเงยหน้าขึ้น "ทิ้งหมูอ้วนไว้คนเดียว เกิดงูเลื้อยมาฉกจะยุ่ง"

"เข้าใจแก้ตัวนะ ลุกขึ้น วิชชุ ในฐานะนายกองธง เราสั่งให้นายลุกขึ้น"

วิชชุลุกขึ้นยืนยืดยาด บดินทร์ออกตัวก่อน อัชฌากับบุญชูเดินคล้อยหลังมาเล็กน้อย แต่วิชชุยังอยู่เฉยๆ บดินทร์หันไปเห็นแล้วเดือดปุดๆ

"ทำไมไม่ตามมาวะ"

"นายสั่งให้เรายืน ไม่ได้สั่งให้ตามไป"

"ดีละมึง" บดินทร์มองหน้าเรียบเฉยของเพื่อนอย่างหมั่นไส้ "งั้นจงยืนอยู่อย่างนั้นจนกว่ากูจะกลับ"

บดินทร์ออกเดินร่วมกับลูกกองธงทั้งสองไปรอบๆ บริเวณที่พัก เดือนตกลับไปแล้ว แผ่นฟ้าดารดาษด้วยหมู่ดาวน้อยใหญ่นับพันทางช้างเผือกเป็นลำธารหมอกสีขาวจางๆ หัวหน้ากองธงคิดไปเรื่อยเปื่อยแล้วพูดขึ้น

"หากมียานนะ ยานความเร็วกว่าแสง เราคงสำรวจไปทั่วจักรวาลได้" เงยหน้ามองหมู่ดาวแล้วพูดต่อ "เราอยากเป็นนักสำรวจอวกาศ หรือไม่ก็เป็นนายทหารบัญชาการรบ" บดินทร์นึกถึงหนังสือเกี่ยวกับสงครามและอวกาศหลายต่อหลายเล่มที่ตนเองชื่น ชอบแล้วกลับหันมาถามเพื่อน "นายล่ะ หลวงปู่ อยากเป็นอะไร"

"เราบอกไม่ถูก ไม่อยากเป็นอะไร" อัชฌาถอนใจ "ที่อยากที่สุดในตอนนี้คืออยากพบพ่อแม่...สักครั้ง"

"แล้วนายล่ะ ส่วย"

"เราอยากเป็นพราน" บุญชูหรือไอ้ส่วยพูดภาษาไทยสำเนียงเพี้ยนๆ "พ่อเรา ปู่เรา ทวดเรา...ยิ่งใหญ่มาก เราอยากเก่งอย่างพ่อ"

"ก็น่าอยู่หรอก หน้านายมันคนป่าคนดงชัดเจน ว่าแต่จะมีช้างให้นายคล้องอีกหรือว้า คงเป็นได้แค่พรานยิงเก้ง หรือไม่ก็พรานตีผึ้ง"

"คนจะคล้องช้างได้ไม่ใช่คนธรรมดา" บุญชูสูดลมหายใจลึกๆ ชูมีดขึ้น "มีดเรา มีดดีที่สุด คมที่สุด ขลังที่สุดของหมู่บ้าน ตกทอดจากทวดถึงปู่ ถึงพ่อ แล้วก็ถึงเรา"

"หากมียานลัดเวลา" บดินทร์วกกลับไปสู่เรื่องที่ตนสนใจอีกครั้ง "ไม่แน่นัก ในชั่วอายุพวกเรานี่เอง เราอาจได้เห็นยานลัดเวลา ล่วงเวลาหรือย้อนเวลาเกิดขึ้น โฉมหน้าโลกคงต้องปฏิวัติกันอีกครั้ง ครั้งยิ่งใหญ่ทีเดียว"

ป่าไพรรอบข้างยังคงสงบสงัด ลมกรรโชกแรงจนยอดไม้ไหวซู่ซ่า เดินตรวจโดยรอบแล้วกลับมาที่กองไฟอีกครั้ง วิชชุยืนขาแข็งอยู่ตามเดิม บดินทร์ใจอ่อนลง นึกเสียใจอยู่ครามครันแต่ไม่ยอเอ่ยปากเป็นคำพูด อนุญาตให้เพื่อนนั่งลงแล้วนั่งตาม หมูอ้วนยังไม่ยอมตื่น หัวหน้ากองธงเสือกปลายเท้าเข้าดุนก้นเบาๆ

"ไอ้หมูอ้วน ไอ้ควายโง่ ตื่นซีวะ"

หมูอ้วนโดนเตะแรงๆ ที่ก้นย้อยก็สะดุ้งตื่น ลุกมานั่งจุมปุกแต่หัวยังตกห้อย

อากาศยามดึกยังหนาวเย็นจนปวดเนื้อปวดตัวกันไปหมด ลมโกรกวูบ เปลวไฟไหวลู่ มีเสียงกรน เสียงละเมอจากกระโจมพักด้านหลัง แผ่นฟ้าแผ่นดินดูเย็นนิ่งเหมือนถูกแช่แข็ง อัชฌานั่งขัดสมาธิมีผ้าห่มผืนหนาคลุมพาดสองไหล่ บุญชูนั่งคู้กอดเข่ามีผ้าห่มบางคลุมตัว กางเกงวอร์มเก่าๆ หลวมโพรกเพรก  ถุงเท้าหมดสภาพรูดลงไปกองย่นอยู่ที่ตาตุ่ม วิชชุขยับเสื้อยีนสีเข้มกระชับตัว มีดพับสปริงห้อยหูกางเกงดูเท่ นาฬิกาเรือนเหลี่ยมโค้งรับกับข้อมือดูดีกว่าใครๆ

บดินทร์เขี่ยฟืนด้วยปลายพลอง เงียบกันไปหมด มีกลิ่นแปลกๆ ลอยมากับลม เป็นกลิ่นเหม็นเอียนเหมือนแอมโมเนียปนน้ำเหลือง กองธงเสือดำหนังตาหนักปรือแทบลืมไม่ขึ้น กลิ่นเหม็นเอียนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หมอกเหมือนห่มคลุมลงช้าๆ จนขาวมัวอ้อยอิ่งไปหมด โพลนเทาทึบทึมชวนอึดอัด หนาวๆ ท้ายทอยอยู่วะวาบ จะขยับตัวแต่กลับกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ เหมือนโดนผีอำ เหมือนถูกสะกดจิต ท่ามกลางกลุ่มหมอกพลันปรากฏร่างหนึ่งดำตะคุ่ม หลังโก่งงุ้มคล้ายคนแก่ มือหนึ่งถือไม้เท้าบิดงอ อีกมือจิ้มนิ้วผอมๆ เหลือแต่กระดูกมาที่กองธงเสือดำ

...เหอๆๆ พวกเจ้าต้องตาย ตายทุกคน ใครรุกล้ำหุบเขากินคนต้องตาย ตายทุกคน...

Comment

Comment:

Tweet

#1 By (180.180.11.224|180.180.11.224) on 2014-05-21 13:06