หุบเขากินคน บทที่ 2

posted on 22 Apr 2011 09:53 by rainpotter
บทที่ 2

พลองของกองธงทั้งสิบ รวมพลองเป็นรูปกระโจมเรียงรายอยู่หน้ากระโจมผ้าใบหลังใหญ่ รถยังไม่มา กิจกรรมสะกดรอยยังไม่เริ่มต้น ลูกเลือกทั้งสิบกองธงต่างสาละวนเก็บข้าวของจำเป็นใส่เป้หลังเอาแต่ของจำเป็น เพื่อลดน้ำหนักให้เหลือน้อยที่สุด หมูอ้วนเองก็เอาไปแต่ข้าวของสำคัญที่สุดคือขนมปังดุ้นโตเท่าขา กล่องอาหารกลางวันน้ำและสารพัดเครื่องกิน

"เอาไปทำไมมากมายนักวะ" นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำโรงเรียนถามขึ้น "ไม่ไม่เกินสี่ชั่วโมงก็กลับแล้ว"

"เอาไปเยอะๆ กินเยอะๆ มีแรงเยอะๆ เอาไปน้อย ได้กินน้อย มีแรงน้อย ไม่ดี เราฝากท้ออบน้ำผึ้งถุงหนึ่งนะบดินทร์" หมูอ้วนพยายามปิดปากเป้ที่ล้นพูน "เป้เราใส่ไม่ได้"

"ไม่เอาหมูย่างไปทั้งตัวหรือวะ ยัดเข้าไปได้ ยังกะย่ามชูชก"

"ชูชกเป็นใคร บดินทร์"

"กูไม่พูดกับมึงดีกว่า ไอ้ควายโง่ ซักมากยังกะเด็กๆ"

เพื่อนร่วมกองธงเตรียมพร้อมกันหมดแล้ว วิชชุเตรียมสมุดปากกาสำหรับจดบันทึกไปด้วย อัชฌาไม่ใช้เป้แต่ใช้ย่ามห้อยไหล่คล้ายย่ามพระ บุญชูเองก็ใช้ย่าม เป็นย่ามชาวป่าใบใหญ่โตจุข้าวของได้มากมาย ยกเว้นพวกข้าวสารอาหารแห้งและกระบอกน้ำ นอกนั้นเด็กชาวชาวดงยัดลงย่ามหมด บดินทร์หันมาเห็นเข้าก็ขมวดคิ้ว

"สะกดรอยแค่สองสามชั่วโมงเท่านั้นนะส่วย ทำยังกะจะไปพักแรมอีกแห่งงั้นแหละ"

"พ่อเราสอน ย่ามห่างตัวไม่ดี ข้าวของห่างตัวไม่ดี"

นายกองธงสำรวจความเรียบร้อยของลูกกองจนพอใจ แล้วชักชวนกันออกมาหน้ากระโจมพัก กองธงจิ้งจอกเหิน กองธงหมีหิมะ กองธงวิหคสายฟ้า ต่างพร้อมเพรียงกันแล้ว สักพักใหญ่ๆ เสียงนกหวีดเรียกระดมพลเป็นสัญญาณสั้น...สั้น...ยาวรวมสามชุดก็ดังขึ้น ลูกเสือสิบกองธงต้องกองอยู่หน้าพลองรวมของใครของมัน เสียงรถแล่นมาอืดๆ กิจกรรมสะกดรอยจะเริ่มขึ้นตอนสิบนาฬิกาเศษๆ ครูกำหนดให้ทุกกองธงสังเกต บันทึก และเก็บตัวอย่างวัตถุธรรมชาติที่น่าสนใจแทนการงมคลำหาข้าวของที่ครูซ่อนไว้ แบบโบราณ

"ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน" ครูกำชับก่อนขึ้นรถ "จำคำขวัญของลูกเสือให้ขึ้นใจ พลัง สังฆัสสะ สามัคคี ความสามัคคีเป็นบ่อเกิดแห่งพลัง ความสามัคคีมีที่ไหน ที่นั่นก็มีแต่ความเจริญ ความแตกแยกมีที่ไหน ที่นั่นก็มีแต่ฉิบหาย กิจกรรมสะกดรอยวันนี้ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน ร่วมมือกันเป็นกลุ่มก้อน ต้องกลับมาถึงแคมป์ให้ได้ก่อนตะวันตกดิน ต้องบันทึกรายงานสิ่งที่พบเห็นพร้อมเก็บตัวอย่างเป็นหลักฐานมาด้วย เอาละ ขึ้นรถได้\"

รถดัมพ์ขนดินคันใหญ่บรรทุกลูกเสือทั้งสิบกองธงไปลงอีกฟากของป่า ทางในป่าเขาขึ้นเนินลงเนินไม่ราบเรียบเป็นระนาบเดียวกัน สองฟากทางเป็นป่าโปร่งๆ มีหมู่ไม้เขียวสดเย็นตา ดอกไม้หน้าร้อนเริ่มแตกตุ่มเป็นไตเต่ง บ้างตูมตั้ง บ้างตกดอกอวดช่อ ต้นไผ่ยังสดชุ่ม ความชุ่มชื้นจากหน้าฝนยังพอหลงเหลือ ไม้ใหญ่ยังไม่เปลือยใบจนหมดต้น แต่ต้นไม้รากตื้นเริ่มเหี่ยวแห้งกันไปเกือบหมด

กองธงเสือดำถูกปล่อยเป็นจุดสุดท้าย หมอกจางเจือจากตอนเช้าหายไปหมด ฟ้าโปร่งเข้มเป็นสีครามลึกล้ำ บดินทร์ถือพลองธงเสือดำนำหน้าไม้พลองของเขาเป็นไม้แดง เนื้อแกร่ง เหนียว น้ำหนักอาจจะมากแต่ก็เหมาะมือเพราะจับถือมานานไม่เว้นว่าง บดินทร์ภูมิใจในพลองเล่มนี้ยิ่งนัก มันทำให้เขาเป็นแชมป์พลองลูกเสือถึงสองปีซ้อน

ทางเดินบีบแคบ สองข้างทางเป็นพงรก มีพุ่มหนามสลับเถาวัลย์ระเกะระกะ บ้างทอดนอนข้างทาง บ้างก็เหนี่ยวห้อยพาดพันไม้อื่นขึ้นไป ไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่ห่างๆ ไม่เบียดทึบแน่นตันเหมือนที่ผู้เฒ่าผู้แก่พูดถึงเมื่อสามสี่สิบปีก่อนโน้น

"ป่าไม้มันหายไปทุกปี"

"ใช่ ป่ามันไปหายไปทุกปี" บดินทร์มองหน้าบุญชูแล้วปรายตามองคู่ปรับผู้เดินเยื้องหลัง "พ่อค้าไม้บางคนรู้แต่จะตัดไม้ ไม่ยอมปลูกต้นไม้"

"นายว่าใคร" วิชชุหน้าตึงๆ "พ่อเราตัดก็ตัดตามกฎหมายนะ พ่อค้าบางคนเสียอีก กินหิน กินทราย จนชายฝั่งทรุด"

"พูดให้สวยนะไอ้ชุ" บดินทร์หน้าตึงบ้าง "พ่อเราขุดทรายก็ขุดตามกฎหมายนะโว้ย ดีซะอีก ขุดลอกท้องน้ำให้น้ำไหลสะดวก ไม่มีพ่อเราซีวะ ป่านนี้ทรายพูนเป็นสันดอนขวางน้ำไปนานแล้ว"

"ไม่เอาน่า อย่าเถียงกันน่า" อัชฌาไกล่เกลี่ย "รวมกันเราอยู่ แยกกันอยู่เราตาย ครูสอนออกบ่อย จำไม่ได้หรือไง"

เหงื่อซึมจนเปียกแผ่นหลัง เที่ยงตรง นาฬิการะบบตัวเลขของบดินทร์ขึ้นตัวเลข ๑๒.๐๐ นาฬิกาเรือนเหลี่ยมโค้งของวิชชุเข็มสั้นทับเข็มยาว ข้ามเถาวัลย์ทอดนอนบนทาง ต่างรู้สึกสะดุ้งแปลบปลาบเหมือนโดนไฟชอต เสียวปร๊าดไม่ถึงวินาทีก็หายไป

"ใครวะ" บดินทร์หันขวับ "ใครเอาเข็มแทงกู"

ไม่มีใครสนใจ ด้วยว่าสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นปรากฏอยู่ต่อหน้า เห็ดป่าแปลกๆ ขึ้นเกลื่อนตาไปหมด สีสันฉูดฉาดสะดุดตา บางชนิดขึ้นเป็นดงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่ทางเดิน ราวกับว่าเส้นทางนี้ถูกทิ้งร้างมานาน ไม่มีรอยเท้าคนเหยียบย่ำเป็นปีๆ เห็ดจึงแผ่เต็มจนแน่นไปหมด

บุญชูขมวดคิ้วพลางนั่งลงพิจารณาเห็ดประหลาดไม่เคยพบเคยเห็น เขาเองเป็นชาวภูไพรลึกเร้น คุ้นกับป่าเขามาแต่อ้อนแต่ออก แต่เห็ดดอกโตมีหมวกเหมือนร่างแหสีแดงสดอย่างนี้กลับไม่เคยพบเคยเห็น

"นี่มันเดือนมีนาคม" เด็กชายชาวภูพูดเป็นภาษาเขมรกับเด็กชายชาววัด "เดือนมีน่าไม่น่าจะมีเห็ดมากถึงขนาดนี้" เขาเอามีดเดินป่าตัดขอบเห็ดนิดหนึ่ง "มีเลือดด้วย หรือจะเป็นเห็ดเลือด"

"เห็ดเลือดคืออะไร"

บุญชูทำท่าขนลุก หันขวับมองป่าเขาด้านหลัง พลันกล้ามเนื้อบนใบหน้าก็ชาค้างอยู่ชั่วขณะ ป่าทึบ ทึบจนแน่นตันเหมือนต้นไม้ขึ้นพรวดพราดในพริบตา มีแต่ไม้ใหญ่สูงชะลูดระฟ้า ไม่ใช่ป่าโปร่งโล่งบางที่เพิ่งผ่านมาเสียแล้ว

ตะลึงขึงอยู่ราวอึดใจใหญ่ๆ หลับตานิ่งๆ ตามคำพ่อสอนแล้วลืมตาขึ้น ป่ายังใหญ่อยู่เหมือนเดิม แปลกไป เปลี่ยนไป เหลียวมองช่องทางที่บุกกันเข้ามาก็ไม่เห็นแล้ว กลายเป็นอื่น เป็นอะไรก็ไม่รู้ ประสบการณ์สั่งสมถ่ายทอดแต่รุ่นทวดรุ่นปู่สั่งสอนว่าอย่าตกใจ อย่ากลัว ยิ่งกลัวป่าก็ยิ่งเปลี่ยน เด็กชาวชาวดงจึงรั้งสีหน้าให้คืนเป็นปกติก่อนตอบคำถามของเพื่อน

"เห็ดเลือด...พ่อเราบอกว่ามีแต่ป่าดิบเขตเขมรติดเวียดนามโน่น ใครเผลอกินเข้าไปจะเมาบ้า คิดเห็นเป็นเรื่องเป็นตุเป็นตะ กินมากอาจถึงตายได้"

"มีอะไรหรือ" วิชชุนั่งยองๆ ลง "คุยเป็นภาษาไทยให้เรารู้เรื่องด้วยซี"

"เห็ดเลือด" อัชฌาตอบ "บุญชูว่ามีแต่ป่าดิบแดนไกลติดเวียดนาม กินมากๆ อาจตายได้"

"ดี" วิชชุล่วงสมุดปากกาออกมาจากเป้ "ได้เรื่องบันทึกแล้ว"

เสื้อยีน กางเกงยีนสีเข้มสด เสื้อตัวในสีขาวสะอาด มีผ้าผู้คอลูกเสือสีชมพูรูดรัดด้วยวอกเกิลหัวเสือ ร่างผอมสูงค่อนข้างโปร่งบาง ดวงตาแจ่มใสเป็นสีน้ำตาลเข้ม วิชชุเรียนเก่ง ชอบอ่านหนังสือ อ่านมากจนแทบหมดห้องสมุดแต่สายตากลับยังไม่ยอมสั้น ในกองธงเสือดำ เขารับหน้าที่เป็นผู้บันทึกและเก็บรวบรวมตัวอย่างพืชสัตว์ รวมตลอดถึงกรวดหินดินทราย ไปรายงานประกอบกิจกรรมสะกดรอย

ตวัดข้อมือดูเวลา ๑๒.๐๐ เขาจดเวลาที่พบเห็ดเลือดในบันทึก จดรายละเอียดรูปพรรณสัณฐานพร้อมคำบอกเล่าของบุญชู เก็บตัวอย่างเห็ดใส่ถุงพลาสติกยัดเป้แล้วลุกขึ้น บดินทร์เข้ามายืนใกล้ๆ สูงต่ำไล่เลี่ยกับวิชชุ ต่างแต่ล่ำหนาบึกบึนกว่ามาก คนหนึ่งผิวขาวจืดๆ แต่อีกคนคมเข้มด้วยผิวสองสี เค้าหน้าอาจหาญเปิดเผย ชุดวอร์มสีแดงสดส่งร่างให้ดูเด่นยิ่งขึ้น บดินทร์เป็นนักกีฬาดีเด่น สันทันจัดเจนและคล่องตัวสูงในกีฬาทุกประเภท เขานำชื่อเสียงมาสู่โรงเรียนโดยรับถ้วยและเหรียญมานับไม่หวาดไม่ไหว

ตะวันเริ่มเบี่ยงหัว ป่าทึบแน่นจนบุญชูต้องใช้มีดถางทาง เครือเขาเถาไม้รกรุงรังไปหมด ทางเดินเก่าๆ ถูกทิ้งร้างเหมือนไม่มีคนผ่านมานานนับสิบปี หญ้ารก เถาเลื้อยและพุ่มหนามเบียดแซมจนวางเท้าแทบไม่ถูก ต้นไม้ใหญ่มีพืชจำพวกเฟิร์นห้อยย้อยลงมาเป็นสายๆ ดอกไม้ป่าทอดเถาทิ้งช่อเหมือนดอกไม้ประดิษฐ์ เย็นๆ พอสบาย ต้นไม้แน่นทึบทำให้แดดร้อนส่องลงมาได้ยาก มีกลิ่นอับๆ และชื้นเย็นราวกลิ่นป่าดึกดำบรรพ์ ดอกไม้ป่าบางชนิดมีกลิ่นเหม็นเหมือนที่ถ่ายปัสสาวะหมักหมม

"เมื่อคืน" บุญชูพูดลอยๆ "เราเหมือนได้กลิ่นนี้"

"ว่าไงนะ" บดินทร์เร่งเท้าตีคู่ขึ้นมา "นายก็ได้กลิ่นด้วยหรือ"

"หรือนายด้วย" บุญชูชะงักกึกทันที "แล้ว...นายเห็นมันไหม"

"เห็น จะว่าฝันก็ไม่ใช่เพราะไม่ทันจะหลับด้วยซ้ำ มีกลิ่นเหมือนเยี่ยวหมักมาก่อน เราลืมตาไม่ขึ้นแต่มองเห็นตาแก่หลังโกง มันพูดว่าใครล่วงล้ำหุบเขากินคนต้องตาย หุบเขากินคน! ชื่อนี้เราจำได้แม่น"

"เราก็เหมือนกัน"

"อะไรวะ" บดินทร์ขนลุกซู่ "เราก็เจอแบบนี้เหมือนกัน ผีหลอกหรือเปล่าวะ"

"เรียนมาจนป่านนี้" วิชชุเหยียดริมฝีปากทั้งที่ตัวเองก็ขนลุก "ยังเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ อยู่หรือ ไม่งมงายไปหน่อยหรือ"

"เรื่องของกูนะไอ้ชุ" บดินทร์หน้าตึงด้วยถูกกล่าวหาว่างมงาย "มึงอย่าเสือก"

"อะไรวะ" วิชชุหน้าตึงบ้าง เจ็บใจที่ถูกสั่งให้ยืนเมื่อกลางคืนยังไม่หาย "ขึ้นกูขึ้นมึงเลยหรือ พูดดีๆ ไม่ได้หรือวะ"

"ไม่เอาน่า" อัชฌาเข้าขวาง "ครูเพิ่งสั่งอยู่หยกๆ ไม่ทันไรทะเลาะกันแล้ว"

"นายหลีกไป หลวงปู่" บดินทร์ปัดแขนคนกลางให้พ้นไป "ไอ้ห่านี่แม่งกวนตีนไม่รู้จบ มาไอ้ชุ ในห้องมึงชนะกูได้ แต่นอกห้องอย่านึกว่าจะเหนือกู"

บดินทร์กำหมัดซัดตูมหมายครึ่งปากครึ่งจมูก แต่หมัดกลับไปติดอุ้งมือคนกลางที่ยกขึ้นคว้า วิชชุที่อยู่อีกฟาก แทบจะพร้อมเพรียงกันนั้นก็พุ่งหมัดสวนออกมา แต่มันก็ไปติดอุ้งมือที่เหมือนเรดาร์ดักจับ ทั้งคู่ต่างรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟแล่นจากฝ่ามือของคนกั้นกลางเข้าสู่ตัวเอง

"นายเองคนหนึ่งเป็นถึงหัวหน้าชั้น อีกคนหนึ่งเป็นหัวหน้ากองธง" เด็กชายชาววัดพูดเรียบๆ แต่หางเสียงมีแววตำหนิ "พ่อนายเองต่างเป็นคนมีชื่อเสียงทั้งคู่ ไม่รักหน้าตัวเองก็รักหน้าพ่อบ้างซี"

กระแสไฟอ่อนๆ คล้ายเข้มขึ้นจนสามารถสัมผัสได้ชัดเจน คล้ายหนามแหลมทิ่มปลาบเข้าในอุ้งมือ ทั้งคู่ต่างสะบัดมือเร่าๆ อัชฌาผลักเพื่อนทั้งสองออกจนเซ คนโดนผลักรู้สึกร้อนเหมือนโดนนาบด้วยแผ่นเหล็กเผาไฟ ร้อนวูบวาบแล้วหายไป ต่างมองหน้ากันงุนงง แล้วต่างตกใจที่เห็นผู้ผลักกระแทกก้นนั่งหน้าซีดเผือด

อัชฌานั่งหายใจหอบเหนื่อย หน้าซีดจนขาว หน้าซึ่งคล้ำเข้มองคาพยพอ่อนโยนผิดแปลกไปจากชาวเขมรทั่วไป เส้นคิ้วลากโค้งยาวเกือบจรดกัน จมูกไม่โด่งแหลมหากแต่ค่อนข้างใหญ่ ปากหยักยิ้มดูคล้ายเทวรูปเก่าแก่ พอหน้าซีดลงองคาพยพทุกส่วนยิ่งเห็นเด่นชัด

"หลวงปู่ เป็นอะไร"

ทั้งคู่ลืมเรื่องบาดหมางกันชั่วขณะ อัชฌาแม้ไม่เคยทำตัวให้เป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของใคร แต่หลายสิ่งหลายอย่างในบุคลิกของเขา ก็มีส่วนดึงดูดความสนใจของคนอื่นได้ อาจจะเป็นความราบเรียบเงียบเย็น ความสงบของสีหน้า ความชุ่มเย็นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ๆ อยู่เสมอ อาจจะเป็นคำพูดและพฤติกรรมที่ไม่เคยส่งผลร้ายต่อใคร ก็เป็นได้

อัชฌาหายใจหอบๆ อยู่ชั่วขณะแล้วสูดลมหายใจลึกๆ ลึกถึงท้องอย่างที่หลวงปู่พร่ำสอน ครู่ใหญ่สีหน้าก็เป็นปกติ

"คงโกรธมากไปหน่อย" เขามองหน้าเพื่อนทั้งคู่สลับกัน "หลวงปู่สอนเรา ความโกรธคือไฟ โกรธขึ้นมาก็เผาไหม้ตัวเอง ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ไปต่อกันเถอะ"

"นายขี่หลังเราไปไหม" หมูอ้วนเคี้ยวขนมหยับๆ "ตัวนายเบา เราไม่หนัก"

"ไม่เป็นไรแล้ว วิทยา"

ทั้งหมดลุกขึ้น หมูอ้วนกินขนมเต็มปากแต่ยังไม่วายเก็บลูกมะตูมสุกเหลืองมาสูดดมฟุดฟิด ซักถามบุญชูว่ากินได้ไหม พอได้คำตอบถูกใจก็ยื่นให้เพื่อนชาวไพรเฉาะด้วยมีดเดินป่าคมวับ เดินไปกินไปจนมะตูมหมดลูก อยากกินอีกแต่ขี้เกียจเดินกลับจึงได้แต่ดูดนิ้วเลียมือเป็นเด็กๆ

ตะวันเบี่ยงหัวไปอีกเล็กน้อย ทางเท้ายังรกทึบแทบปราศจากที่โล่ง เหมือนต้นไม้มันย้ายที่มากระจุกรวมกันอยู่ที่เดียว แน่นตันอับทึบจนแทบไม่มีอากาศจะหายใจอัชฌาเดินตามหลังเพื่อนชาวไพรเงียบๆ ขบคิดไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน ข้ามเถาวัลย์นอนทอดพื้นเหมือนมีไฟฟ้าแล่นแปลบปลาบไปทั่วร่าง เหมือนจะมีอะไรสักอย่างแล่นวนเวียนอยู่รอบตัว อัดอยู่ในร่างแล้วทะลักทลายออกตอนผลักเพื่อน ผลักเสร็จก็เหนื่อยเหมือนวิ่งมานับสิบกิโล

บุญชูลดฝีเท้ามาเคียงอัชฌา อึดอัดคับอกจนเกินจะทนเก็บไว้คนเดียวได้ อยากให้เพื่อนรู้ตัวแต่เนิ่นๆ ว่าอาถรรพณ์ป่าเล่นงานเข้าให้แล้ว แต่อีกใจกลับลังเลขัดแย้งกลัวเพื่อนจะตกใจ จึงได้แต่กระซิบกับอัชฌาเป็นภาษาดั้งเดิมของตนเอง

"ป่ามันเปลี่ยนไป"

"ใช่ ทึบจนอึดอัด"

"นายจำคำพูดผู้เฒ่าตอนบ่ายเมื่อวานได้ไหม ใครข้ามเครือเขาหลงจะหลงในป่าหาทางออกไม่ได้"

"คงไม่หรอก อย่าเพิ่งตกใจ ใจเย็นไว้บุญชู"

ถึงผาลาดริมธารน้ำ ที่ตรงนั้นเป็นน้ำห้วยสายกว้าง โขดหินใหญ่ๆ เล็กๆ ระเกะระกะเต็มสองฟาก ป่าเปิดกว้างตามแนวน้ำให้แดดส่องไสว สายน้ำระยิบระยับพร่างพราวละลานตา วิทยาแหกปากหิวข้าวเหมือนหมูหิว

ต่างปลดเครื่องหลังลงจากหลัง ห่อข้าวคนละห่อยัดมาจากแคมป์ลงไปจุในท้อง หมู่อ้วนตะกรุมตะกรามกิน แต่บุญชูกลับเคี้ยวช้าๆ พลางสอดส่ายสายตาเหมือนมีเรื่องหนักหน่วงกังวล

อิ่มหนำ ต่างดื่มน้ำจากกระติดบ้าง กระบอกน้ำพลาสติกบ้าง มีแต่เด็กชายชาวไพรลงไปที่ห้วยน้ำ วักน้ำดื่มแล้วล้วงหินลับมีดก้อนเล็กจากย่ามมาขัดถูใบมีด ป่าแปลกเปลี่ยนไปไม่น่าไว้วางใจ มีดนี้ดีที่สุด คมที่สุด ขลังที่สุดในหมู่บ้าน สืบทอดมาแต่ทวดถึงปู่ ถึงพ่อแล้วผ่านมาสู่เขา เปิดป่ามาแล้วทุกป่า มีดนี้ต้องผ่านป่านี้ไปให้ได้

"น่านอนจัง" วิทยาพูด "ลมพัดเย็น"

ผาลาดอยู่ใต้ร่มไม้ร่มรื่น ลาดเอียงลงไปจดฝั่งน้ำ เนื้อที่สักสามตารางวา บุญชูลับมีดอยู่อย่างเดิมอย่างตั้งใจอย่างแน่วแน่ ขณะลับก็เหมือนจะบริกรรมคาถาไปด้วย

"ว่างเมื่อไหร่นายลับมีดทุกที" วิชชุตั้งข้อสังเกต "ทำไมวะ จำเป็นนักหรือวะ"

"พ่อเราสอน มีดไม่หมั่นลับก็ไม่คม"

บดินทร์ถอดรองเท้าผึ่งแดด แหย่เท้ากวนน้ำเล่น กางเกงวอร์มสีแดงสดเปียกขึ้นมาครึ่งน่อง เสื้อวอร์มตัดด้วยผ้าเนื้อเดียวกันเดินแถบขาวพาดอกเป็นรูปตัววี กลางหลังปักเป็นรูปฟุตบอลมีอักษรภาษาอังกฤษโค้งรอบอ่านได้ว่า THE BEST FOOTBALL PLAYER

วิชชุนอนหงายทบทวนข้อความในบันทึกวิทยาหรือไอ้หมูอ้วนจอมตะกละหลับไปอย่าง รวดเร็ว อัชฌานั่งท่าผ่อนคลายอยู่ใต้เงื้อมเหิน มือซ้อนมือวางบนตัก น้อมนำใจเข้าสู่ภาวะนิ่งแน่วเป็นสมาธิเพื่อตัดความกังวลเรื่องป่า ดวงแก้วเกิดกลางใจได้ง่ายดาย ง่ายกว่าทุกครั้งนับสิบเท่า เขาเองฝึกสมาธิมานานนับสิบปี ไม่มีครั้งใดเลยที่ดวงจิตจะรวมตัวกันรวดเร็วเหมือนครั้งนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างนิ่งเงียบ ลมพัดเย็น มีแต่เสียงหินเล็กถูลับมีดอยู่แกรกกราก กลิ่นดอกไม้ป่าหอมระรวยสด สะอาด อัชฌากำหนดนับ พุท...โธ พุท...โธ พุท...โธ ตามจังหวะการหายใจเข้าออก อย่างช้าๆ ท่ามกลางดวงแก้วสว่างใส เสียงหนึ่งก็เริ่มแว่วเข้ามาในจิตสำนึก

...ช่วยข้าด้วย ข้าเจ็บ ข้าปวด ข้าถูกขัง ข้าถูกทรมาน ช่วยข้าด้วย...

ภาพในห้วงคิดก่อตัวช้าๆ มีหมอกคลุมมัวอ้อยอิ่ง มีความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่ว หมอกเริ่มแตกแหวกเห็นแท่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำสนิท บนแท่นมีร่างหนึ่งนอนยาวเหยียด สองมือวางทอดข้างลำตัว เหนือร่างมีครอบแก้วคล้ายโลงคว่ำครอบไว้

อัชฌาพยายามเพ่งมองภาพนั้น ไม่ชัด เข้าไปใกล้อีกนิด มองเห็นหน้า เห็นเครื่องทรง ใกล้อีกนิด เข้าไม่ได้ คล้ายถูกดีดจนกระเด้งกลับมารุนแรง

เด็กชายชาววัดสะดุ้งพรวดคล้ายโดนผึ้งต่อย เหงื่อแตกโซม ลืมตาขึ้นก็เห็นเพื่อนร่วมกองธงในอิริยาบถต่างๆ วิทยาหลับไปแล้ว วิชชุจดเขียนอะไรอยู่ยุกยิก บดินทร์ซ้อมเพลงพลองท่าผาดโผนเหมือนกลายเป็นหลวงจีนเส้าหลินไปแล้ว บุญชูยังลับมีดอยู่ ทำท่าหูผึ่งคล้ายตะแคงฟังอะไรสักอย่างแล้วลุกขึ้น

"เสียงพญาลอ"

"จริงหรือวะ" บดินทร์หยุดพลอง พยายามเงี่ยหูฟัง "เราไม่เห็นได้ยินอะไร"

"หูนายคงหนวกแดก" วิชชุเงยหน้าขึ้น "อยู่ในป่า นายได้ยินไม่เท่าไอ้ส่วยมันหรอก เหมือนมันเมื่อแรกเข้าเมือง ไอ้ส่วยก็แยกไม่ออกหรอกว่าเสียงรถเก๋งกับรถบัสต่างกันยังไง"

"พวกนายอยู่กันที่นี่ก่อนนะ" ผู้ถูกเรียกไอ้ส่วยพูด "ต้องข้ามน้ำไป ห่างราวสามสิบเมตร"

"เราไปด้วย" วิชชุกับบดินทร์พูดแทบจะพร้อมกัน

อัชฌาเองก็ออกมาจากซอกหิน เหลืออยู่ไอ้หมูอ้วนนอนหลับอึ้ดทึ่ด บดินทร์มองหน้าเพื่อนขี้เซาแล้วตัดสินใจ

"ไม่ต้องปลุกมันหรอก ถึงปลุกก็ยาก ให้มันเฝ้าเป้แหละดี"

เป้หลังสามใบกับพลองสี่เล่มวางทิ้งอยู่บนลาดหิน มีแต่บดินทร์คนเดียวฉวยพลองธงเสือดำติดมือมา อัชฌาคว้าเพียงย่ามพระใบย่อมห้อยบ่า บุญชูเอาติดตัวไปแต่มีดกับย่าม วิชชุไม่เอาทั้งพลองและเป้

"นายได้ยินจริงๆ หรือส่วย" บดินทร์ยังไม่หายกังขา "ห่างตั้งสามสิบเมตร แถมมีเสียงน้ำกวนหูด้วย"

"เราได้ยินจริงๆ ดูเหมือนมันจะกลัว ดูเหมือนมันจะเจ็บด้วย"

"แม่เจ้าโว้ย" นายกองธงตบหลังลูกกองดังฉาด "รู้แม้กระทั่งมันกลัว มันเจ็บ จะมากไปแล้วโว้ย!"

ตัดห้วยน้ำไปขึ้นอีกฟาก ไม้ใหญ่ยืนต้นโปร่งๆ ไม่รกทึบแน่นตันเหมือนช่วงที่เพิ่งผ่านมาเมื่อก่อนกินข้าว ไม้พุ่มขนาดกลางเบียดแซมพยายามจะแย่งแดดแย่งฝนกันเต็มที่ ต่ำลงมาเป็นพุ่มพงดงหญ้าออกดอกพราวตา ต้นฤดูร้อนแล้วอีกไม่นานความแห้งแล้งแห่งแผ่นดินอีสานจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น หญ้ารกรากตื้นจึงเร่งติดดอกออกผลเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ก่อนจะวายวางลง

ขึ้นจากฝั่งห้วย เดินไปอีกสักยี่สิบเมตรก็ได้ยินเสียงอ๊อกๆ ขลุกขลักดังมาเข้าหู เสียงตีปีกพึ่บพั่บคล้ายพยายามจะบินแต่บินไม่ได้ ป่าโปร่งๆ แสงส่องลงมาเป็นหลืบลำสว่างพราวเต็มป่า เข็มดอกขาวส่งกลิ่นหอมชวยชื่นใจ

อ้อมผ่านไม้ใหญ่ขนาดสองโอบ กองธงทั้งสี่พบเห็นพญาลอหมอบซุกอยู่กลางกอหญ้าเหลืองเกรียม หน้าแดงสดใสดังสีน้ำครั่ง ขนปีกเลื่อมระยับจับแดดเป็นสีเขียวก่ำแกมคราม แล้วทาทับด้วยทองแจ่มจนสว่างไสว ขนหางอ่อนโค้งราวแกล้งดัด เหลือบแรรุ้งร่วงกลมกลืนอ่อนแก่ดูเรียวระหง ขนอกอ่อนนุ่มดูนวลเนียนราวไม่เคยคลุกฝุ่นเผ้าละอองดิน พญาลอคงได้ยินเสียงเท้าคน คงสำเหนียกถึงอันตรายจึงได้แต่หมอบคู้อยู่ติดดิน เสียแต่รูปลักษณ์เด่นลอย ไม่กลมกลืนกับพงหญ้า จึงถูกพบเห็นได้ง่าย

พญาลอโบกปีกพึ่บพั่บ พงหญ้าเหลืองแห้งแล้งคล้ายสุกพราวขึ้นมาทันที ปีกข้างเดียวโบกได้แต่ปีกอีกข้างมีศรเสียบทะลุ มันจึงได้แต่โผเผหัวซุกหัวซุนไปไม่รอด

"มันคงกลัวพวกเรา"

นายกองธงคาดคะเน แต่เด็กชายผู้สืบเชื้อสายจากพรานล่าช้างกลับส่ายหน้า

"เราว่าไม่ใช่ มันกลัวอะไรสักอย่างที่น่ากลัวว่าเรา"

"อะไร"

"ไม่รู้" เด็กชายชาวภูส่ายหน้า สีหน้าอึดอัดกังวล "เราบอกไม่ถูก ป่านี้มันแปลกๆ มีกลิ่นแปลกๆ เหมือนอันตรายใกล้ตัว"

"ดูปีกมัน" อัชฌาหน้าสลดลง "มีแต่เลือดเกรอะกรัง"

"มันจะตายไหมวะส่วย" บดินทร์หน้าสลดไปอีกคน บุญชูมองหน้าเพื่อนแล้วพูด

"ถ้าถอดลูกดอกออกก็ไม่ตาย แผลที่ปีก หากกระดูกไม่แตก หกเจ็ดวันก็หาย"

"งั้น... เราช่วยมันนะ"

หัวหน้ากองธงยื่นพลองให้คู่ปรับ สาวเท้าเข้าหาสัตว์ปีกแสนสวยตัวนั้น ขนเลื่อมมันบอกถึงพลานามัยที่สมบูรณ์ ตาสีใสดูหม่นหมองเหมือนมุกที่มีฝุ่นเคลือบ ลูกดอกไม้ไผ่ติดหัวโลหะดูผิดจากลูกดอกทั่วไปของชาวบ้านเสียบทะลุปีกซ้ายขึ้น มาเกือบครึ่งลูก แพนหางเป็นโลหะบางๆ ก็ผิดจากแพนหางทั่วไป

บดินทร์พยายามรวบอุ้มพญาลอให้อยู่มือ ทันใด เด็กชายชาวส่วยกลับร้องห้ามเสียงหลง แชมป์พลองหันขวับเย็นวาบแต่สันหลังขึ้นถึงท้ายทอย ใจหล่นกองไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อวัตถุอย่างหนึ่งวัดผึงพ้นจากพงหญ้าขึ้นมา

"จง...อาง"

Comment

Comment:

Tweet